โปรแกรมบริหารงาน : PM

โปรแกรมบริหารงาน : PM

โปรแกรมบริหารงาน : PM
฿75,000.00 ฿65,000.00
จัดส่งได้ภายใน 1สัปดาห์
บริหารงาน PM แบบมืออาชืพอย่างง่ายดาย

โปรแกรมบริหารงาน : PM

1. เป็นโปรแกรมที่สามารถบริหารงานซ่อมและบำรุงรักษาอุปกรณ์และงานระบบของอาคาร ได้จากส่วนกลาง โดยสามารถแยกการบริหารงานได้ชัดเจน ในกรณีที่มีหลายๆอาคาร โดยต้องสามารถแยกบริหารได้พร้อมกันหลาย อาคาร โดยใช้งานบนฐานข้อมูลเดียว หรือหลายฐานข้อมูลก็ได้ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงกันในการเรียกดูข้อมูลได้ทุกอาคารโดยขึ้นอยู่กับ ระดับของผู้ใช้งานและระบบจะต้องสามารถทำงานหลักๆได้ดังต่อไปนี้

•งานบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)
• งานแจ้งซ่อม (Emergency / Breakdown Work Order Management)
• งานจัดทำฐานข้อมูลเครื่องจักร (Equipment History)
• งานบริหารคลังอุปกรณ์และอะไหล่ของเครื่องจักร (Spare part Management)
• งานบริหารเจ้าหน้าที่ / ช่าง (Staff Management)
• การทำรายงาน / การวิเคราะห์ / สรุป (Generate Report forms)
• มีระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลที่ดี

2. มีระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลที่ดี

3. สามารถกำหนดระดับผู้ใช้งาน เพื่อเข้าถึงขัอมูลตามที่บริษัทต้องการได้ โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้

4. ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาใช้งานพร้อมๆ กันได้ โดยไม่เกิดผลกระทบกับระบบของบริษัทและการทำงานของ
โปรแกรม
5. สามารถใช้งานได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

6. สามารถเข้าใจและใช้งาน รวมถึงสามารถจัดทำฐานข้อมูลของระบบได้ง่ายไม่ซับซ้อนและรวดเร็ว
7. สามารถแยกการแสดงข้อมูลของงานซ่อมบำรุงเชิงป้องกันกับงานแจ้งซ่อมทั่วไป
8. สามารถใช้งานระบบได้ทันทีหลังทำการติดตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลจนเสร็จ
สมบูรณ์ โดยสามารถทำการเรียกดูข้อมูลที่ได้ทำการป้อนเข้าสู่ระบบเป็นที่เรียบร้อย
9. มีระบบการสืบค้นฐานข้อมูลที่หลากหลาย
10. มีแผนการฝึกอบรมเพื่อการใช้งานอย่างชัดเจน ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
11. มีการรับประกันการทำงานโดยให้คำปรึกษาเมื่อมีปัญหาในการทำงานเป็นเวลา 1 ปี
12. รับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนหน้าตาและการทำงานของโปรแกรมบางส่วนเพื่อให้เข้ากับการทำงานของ
บริษัท


ข้อกำหนดด้านงานบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)
1. สามารถวางแผนงานบำรุงรักษาเครื่องจักร , การบำรุงรักษาและประวัติการซ่อมเครื่อง เป็นรายวัน , ราย
สัปดาห์ , รายเดือนและรายปี หรือตามความถี่ตามมาตรฐานที่ได้ตั้งไว้ในแต่ละเครื่องจักรได้

2. สามารถจ่ายงานตามแผนการที่วางไว้ล่วงหน้าได้โดยอัตโนมัติ รวมทั้งสามารถจ่ายงานย้อนหลัง เนื่องจาก
ไม่สามารถจ่ายงานในวันที่กำหนดได้

3. สามารถแยกวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรแต่ละตัวได้โดยสามารถจัดเรียงความสำคัญของงานที่จะทำ
การซ่อมบำรุงเครื่องจักร แต่ละตัวได้อย่างเหมาะสม
4. สามารถพิมพ์ใบสั่งงานเพื่อให้เจ้าหน้าที่รับไปดำเนินการได้ โดยสามารถระบุ อะไหล่ที่จำเป็น , ระยะเวลาที่
เป็นมาตรฐานในการทำงาน, ค่าใช้จ่ายและช่างที่รับผิดชอบในการทำงานได้แยกตามเครื่องจักร หรือ
โดยรวมหลายเครื่องจักรใน work order เดียวได้ตามที่กำหนด


6. สามารถกำหนดรายการซ่อมบำรุงที่เป็นแผนงานมาตรฐาน โดยสามารถเลือกนำไปใช้กับอุปกรณ์ /
เครื่องจักรที่เกี่ยวข้องได้เพื่อลดจำนวนแผนงานมาตรฐานของระบบ
7. สามารถทำการเพิ่มเติมหรือแทรกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น คำแนะนำ, ข้อควรระวัง, และมาตรฐานความ
ปลอดภัยในการทำงานแต่ละอย่าง รวมถึงสามารถแทรกรูปภาพของขั้นตอนการทำงานซ่อมบำรุงต่างๆได้
8. สามารถระบุถึงระยะเวลาการรับประกัน, วันที่รับประกันเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อแจ้งให้ทราบเมื่อมีการ
แจ้งซ่อม โดยสามารถแจ้งเตือนได้เมื่อเครื่องจักรนั้นกำลังจะหมดระยะการรับประกัน
9. สามารถทำการตรวจสอบสถานะของตารางการทำงานซ่อมบำรุงได้ทันที ว่ามีงานค้าง / ช้า / เร็วกว่าตาราง
การทำงานที่กำหนดไว้
10. สามารถแจ้งสถานะเมื่องานเสร็จ งานค้างและงานไม่เสร็จ และเหตุผลที่ไม่เสร็จได้
11. สามารถเก็บประวัติการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าใช้ระยะเวลาในการทำงานเท่าไรตรงตามมาตรฐานหรือไม่,
อะไหล่ / อุปกรณ์ที่ใช้จริง, รวมถึงข้อเสนอแนะ/ ปัญหาจากการทำงานนั้นๆได้พร้อมทั้งสามารถแทรกรูปภาพ
ประกอบได้เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานในครั้งต่อไป

12. สามารถระบุ วัน และเวลาการทำงานของอาคารได้เพื่อสามารถใช้ในการจัดตารางการทำงานให้เหมาะสม
กับประเภทของการทำงาน, เครื่องจักร , ตารางการทำงานเจ้าหน้าที่
13. สามารถเรียกดูในลักษณะของปฏิทินการทำงานในแต่ละวันได้

14. สามารถบันทึกประวัติวันหรือช่วงที่มีการเสียของอุปกรณ์ เพื่อเป็นการอ้างอิงในการจัดการซ่อมบำรุงได้
15. สามารถแสดงสรุปการทำงานในแต่ละวัน, สัปดาห์, เดือน, เพื่อเรียกดูการทำงานว่ามีความเรียบร้อย, งาน
ค้าง, งานที่รอการอนุมัติ ว่ามากน้อยเพียงใดเพื่อใช้ในการจัดตารางการทำงาน

16. สามารถทำการจัดตารางการทำงานให้กับรายการทำงานที่ค้าง หรือยังไม่ได้รับการอนุมัติได้อย่างง่ายดาย


ข้อกำหนดด้านงานแจ้งซ่อม (Emergency / Breakdown Work Order Management)
1. ผู้ใช้อาคารสามารถแจ้งซ่อมแก่เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงของอาคารผ่านโปรแกรมได้โดยตรง โดยสามารถใช้กับ
ระบบเครือข่ายของบริษัทได้ โดยสามารถปรับเปลี่ยนตามข้อกำหนดเรื่องรูปแบบของบริษัท
2. ผู้แจ้งซ่อมเพียงเลือข้อมูลที่ได้สร้างไว้แล้ว เช่น เลือกอุปกรณ์ , แจ้งอาการเสีย , และงานอื่นๆ รวมทั้ง
สามารถกรอกข้อมูล ชื่อผู้แจ้ง, แผนก, ชั้น, อาคาร ได้เป็นต้น โดยให้ผู้แจ้งซ่อมพิมพ์ข้อความน้อยที่สุด เพื่อ
ความสะดวกและรวดเร็ว

3. สามารถวิเคราะห์สาเหตุ ตั้งลำดับความสำคัญของงานและแจ้งอุปกรณ์ อะไหล่ที่ใช้ และกำลังคนของช่างที่
เหมาะสมได้
4. หัวข้องานแจ้งซ่อมจะต้องแยกออกจากแผนงานซ่อมบำรุง
5. สามารถประมาณค่าใช้จ่าย ค่าอะไหล่, เครื่องมือ, ค่าแรงช่าง ในแต่ละงาน เพื่อแจ้งกลับไปยังผู้แจ้ง
รับทราบได้
6. สามารถแจ้งซ่อมและอนุมัติสั่งซ่อมได้เมื่อมีการแจ้งและจำเป็นต้องมีผู้อนุมัติงาน
7. สามารถจ่ายงานได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน
8. สามารถทำการตรวจสอบสถานะการทำงานตามการแจ้งซ่อมได้ทันที โดยสามรถแจ้งเตือนงานค้าง , งานไม่
เสร็จ และสาเหตุที่ไม่เสร็จ กลับไปยังผู้แจ้งได้
9. ผู้แจ้งสามารถติดตามสถานะของการแจ้งซ่อมได้ตลอดเวลา ว่างานที่แจ้งขณะนี้อยู่ในสถานะใด เช่น รอ
อะไหล่ , รออนุมัติ, อยู่ระหว่างดำเนินการหรืออื่นๆ
10. มีระบบป้องกันการแจ้งซ่อมซ้ำซ้อน และเก็บข้อมูลการแจ้งซ่อมได้
11. สามารถจัดเก็บประวัติและสรุปจำนวนการแจ้งซ่อมโดยแยกตามระบบหรือ ชนิดของอุปกรณ์ที่ทำการแจ้ง
ซ่อม หรือแยกตาม แผนกที่แจ้งได้
12. สามารถระบุรายละเอียดมาตรฐานการทำงานได้เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน
13. สามารถเก็บประวัติการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าใช้ระยะเวลาในการทำงานเท่าไรตรงตามมาตรฐานหรือไม่,
อะไหล่ / อุปกรณ์ที่ใช้จริง, รวมถึงข้อเสนอแนะ/ ปัญหาจากการทำงานนั้นๆได้พร้อมทั้งสามารถแทรกรูปภาพ
ประกอบได้เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานในครั้งต่อไป
14. สามารถอนุมัติงานซ่อมตามงบประมาณที่มีมาจากแต่ละแผนก


ข้อกำหนดด้านฐานข้อมูลเครื่องจักร (Equipment History)

1. สามารถสร้างฐานข้อมูลของเครื่องจักรโดยจัดเก็บข้อมูลของเครื่องจักรได้อย่างน้อยดังต่อไปนี้
รหัส, อะไหล่, วัสดุ, อุปกรณ์ ที่จำเป็น, สถานที่ติดตั้ง , รูปภาพ , ตัวแทนจำหน่าย, , บริษัทที่ทำการ
บำรุงรักษา, รายละเอียด ความเกี่ยวข้องของอุปกรณ์ต่างๆ, อะไหล่ที่จำเป็น และประวัติการซ่อมเครื่อง

2. สามารถจัดเก็บประวัติการเสียของเครื่องจักรโดยสามารถแยกรายละเอียดอาการเสีย, จำนวนครั้งที่เสีย,
ส่วนที่เสีย และทำการวิเคราะห์เพื่อทำการแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนที่จะเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. สามารถจัดเก็บข้อมูลเอกสารประกอบการใช้เครื่องจักร , คู่มือการบำรุงรักษา เพื่อเป็นข้อมูลในการทำงาน
4. สามารถเก็บรวบรวมและแสดงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรแต่ละตัวได้เพื่อประกอบการพิจารณา
ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรและความคุ้มค่าในการเปลี่ยนเครื่องจักรตัวใหม่
5. สามารถกำหนดช่างที่ดูแลเครื่องจักรได้
6. สามารถสร้างรหัสเครื่องจักร โดยแยกแต่ละอาคารได้ชัดเจน


ข้อกำหนดด้านการบริหารคลังอุปกรณ์,อะไหล่ของเครื่องจักรและการจัดซื้อ(Spare part Management)
1. สามารถจัดทำฐานข้อมูลกำหนดรหัสจัดกลุ่ม แบ่งประเภทของอุปกรณ์และอะไหล่ , ราคา , ปริมาณที่มีใน
ลักษณะหลายสถานที่จัดเก็บโดยสามารถตรวจสอบจำนวนและชนิดของอะไหล่ได้ , มีการเก็บข้อมูลรูปภาพ
ได้ ,สามารถกำหนดจำวนควบคุม สูงสุด - ต่ำสุด และจำนวนของอะไหล่ในปัจจุบันได้ เพื่อทำการแจ้งเตือน
ในการสั่งซื้อเมื่อถึงจุดต่ำสุดที่ตั้งไว้ , สามารถจัดทำทะเบียนประวัติและจัดหมวดร้านค้าตามประเภทของ
งานระบบและอะไหล่ / อุปกรณ์ที่ทำการสั่งซื้อ ได้ โดยมีข้อมูลที่สำคัญ เช่น ที่อยู่, เบอร์โทรติดต่อ ของบริษัท
/ โรงงานที่จำหน่าย, มูลค่าในการสั่งซื้อของแต่ละร้านค้าหรือโรงงานได้ , ระยะเวลาที่ใช้ในการสั่งซื้อ จาก
ร้านค้าหรือโรงงาน จนได้รับของเพื่อเป็นขอ้มูลในการเตือนให้มีการเตรียมการสั่งซื้อได้ในระยะเวลาที่
เหมาะสมกับการทำงาน

2. ทำการบันทึก ประวัติการสั่งซื้อและปริมาณการใช้ของอุปกรณ์และอะไหล่ในแต่ละเดือน
3. สามารถแสดงการรับหรือจ่ายออกของอะไหล่ในคลังตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดได้
4. มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของการเบิก-ซื้ออะไหล่กับปริมาณที่จัดก็บอยู่ในคลัง เพื่อแสดงจำนวนที่มีอยู่จริง
5. สามารถแยกการควบคุม อุปกรณ์และอะไหล่
6. สามารถสร้างรูปแบบการสั่งซื้ออุปกรณ์ / อะไหล่ได้ โดยสามารถทำการอนุมัติการสั่งซื้อผ่านโปรแกรมได้
และสามารถทำการเช็คสถานะของอุปกรณ์ที่สั่งซื้อได้


ข้อกำหนดด้านการบริหารเจ้าหน้าที่ / ช่าง (Staff Management)
1. สามารถจัดทำข้อมูลของเจ้าหน้าที่ / ช่าง / บริษัทที่เป็นผู้ให้บริการ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรที่ติดต่อได้, ตารางการ
ทำงาน, การคิดค่าแรง, ขอบเขตของการให้บริการที่รับผิดชอบ โดยสามาถเชื่อมโยงกับการออกรายการ
ทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่แต่ละคนได้อย่างเหมาะสม


2. สามารถทำการวิเคราะห็เพื่อประเมินผลการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนว่ามีประสิทธิภาพมากน้อย
เพียงใด
3. สามารถสรุปจำนวนชั่วโมงการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนได้
4. สามารถจัดตารางการทำงานของเจ้าหน้าที่ / ช่างได้


ข้อกำหนดด้านการทำรายงาน / การวิเคราะห์ / สรุป
1. สามารถทำรูปแบบของรายงานการทำงานได้หลากหลาย

2. สามารถทำการส่งข้อมูลรายงานผ่านระบบของบริษัทได้
3. รายงานแสดงข้อมูลและประวัติของอุปกรณ์ / เครื่องจักรแต่ละตัวได้
4. ประวัติการเสียของเครื่องจักร / ระบบ เพื่อทราบจุดที่มีการเสียบ่อย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการซ่อม
อุปกรณ์ / เครื่องจักรนั้นๆ
5. รายงานแสดงข้อมูลของคลังอะไหล่ – ปริมาณการใช้งาน และจำนวนที่คงเหลืออยู่ได้ – ราคา
6. Work load ของช่าง / เจ้าหน้าที่ แต่ละคนได้
7. สรุปค่าใช้จ่ายงานแต่ละงานได้
8. สรุปงานเบิกจ่ายวัสดุและอุปกรณ์ได้
9. สรุปปริมาณงานในแต่ละระบบ / แผนก / วันได้